ถ้ำพระ ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้แสดงถึงความต่อเนื่องในการใช้พื้นที่ มีช่วงหนึ่งที่ถูกทิ้งร้าง และช่วงที่กลับมาใช้งานอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2474 ศาสตราจารย์ฟริทซ์ สารสิน (Fritz Sarasin) ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินที่ถ้ำพระ บนดอยถ้ำพระพบเครื่องมือหินกะเทาะที่ทำด้วยหินกรวดไดอะเบส หินชนวนสีเขียว ในกลุ่มเครื่องมือแบบไซแอเมียน (Siamian) และพบเศษภาชนะดินเผาแบบไม่มีลายและแบลายเชือกทาบ เครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ และเปลือกหอย โดยสรุปว่าเครื่องมือหินที่พบเป็นของกลุ่มชนล่าสัตว์ ยังไม่รู้จักการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ผู้ที่ผลิตเครื่องมือเหล่านี้เป็นกลุ่มชนเมลานีเชียดั้งเดิม (Proto-Melanesian)
เหตุที่ได้ชื่อถ้ำพระ เพราะสมัยก่อนมีพระพุทธรูปในถ้ำมากมาย ทั้งพระที่สร้างด้วยโลหะ, อิฐก่อด้วยปูนสอ และไม้ต่างๆ อดีตหากผู้ใดอยากได้บุญหรือเห็นผู้อื่นบวชลูกหลาน ก็เอาพระที่ทำขึ้นมาบวชและเก็บไว้ที่นี่ รวมทั้งถวายพระพุทธรูปที่ได้บนบานไว้ ว่ากันว่ามีมากจนไม่มีที่วางเท้าเดินกันเลย
ในอดีตถ้ำพระมีความสำคัญมาก พบการกล่าวถึงถ้ำพระในจารึกเจ้าเมืองท้าวมูยเชียงรายสร้างพระพุทธรูป เนื้อความจารึกว่า พ.ศ. 2027 พ่อหญัวเจ้าเมืองท้าวมูย เจ้าเมืองเชียงราย ได้มาสร้างพระพุทธรูปไว้ในถ้ำพระ ถวายค่าเช่าหรือภาษีที่นา 82,000 เบี้ย และภาษีที่นาที่มีอยู่เดิมแล้วจำนวน 50,000 เบี้ย และถวายเกิน(ภาษี)หินปูน 20,000 เบี้ย ภาษีหินปูนที่เก็บจากบ้านถ้ำอีก 7,000 เบี้ย รวมเป็นเงิน 159,000 เบี้ย เป็นเครื่องบูชาและบำรุงรักษาพระพุทธรูปในถ้ำพระ ทั้งยังได้ชักชวนให้บรรดาข้าราชการ นักบุญทั้งหลายให้อุทิศข้าพระ ที่ดิน และเงิน ไว้เป็นของบูชาแด่พระพุทธรูป
พ.ศ. 2432 พระยารัตนอาณาเขต (เจ้าหนานสุริยะ) เจ้าหลวงเมืองเชียงราย ได้สร้างพระพุทธรูปที่ถ้ำพระ เพื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในงานเฉลิมฉลองทำบุญเมืองเชียงรายในครั้งนั้น จดหมายเหตุเมืองเชียงราย ยุคฟื้นฟูเมืองเชียงรายกล่าวว่า
"เดือน 6 ขึ้น 5 ฅ่ำ เจ้าหลวงสุริยะเป็นเคล้าก่อพระเจ้าถ้ำพระ สกราช 1251 จหลองเมืองค็ปีนี้"
ถ้ำพระมีบุคคลสำคัญมานมัสการไม่ได้ขาด เมื่อมีบุคคลสำคัญมายังเชียงรายทั้งคนไทยและต่างประเทศ ก็มักจะแวะนมัสการพระพุทธรูปหรือเยี่ยมชมถ้ำพระด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งพระองค์ยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาถ้ำพระเมื่อ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2448 ได้ทรงจารึกพระนามาภิไธยลงผนังถ้ำว่า "มกุฎทอง" พระนิพนธ์พรรณนาถ้ำพระไว้ในลิลิตพายัพ ดังนี้
พ.ศ. 2456 เรจินัลด์ เลอ เมย์ (Reginald Le…
ตั้งอยู่ปลายสุดของตัวดอยถ้ำพระทางทิศตะวันตก หันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นที่แม่น้ำกกไหลผ่าน ตัวถ้ำอยู่สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ 12 เมตร มีบันไดก่ออิฐขึ้นไป อดีตหน้าถ้ำแนวเส้นน้ำกกไหลผ่านเลียบเชิงถ้ำพระ ต่อมาเกิดการเปลี่ยนทางน้ำจากสายเดิมราว 100 เมตร ทำให้เป็นผืนดินที่โล่งราบเรียบ ในถ้ำมีพื้นที่ประมาณ 70-80 ตารางเมตร ตรงกลางมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวนมาก ด้านซ้ายมือมีหินงอกหินย้อยมีน้ำหยดลงมาตลอดเวลา ต้องเอาโอ่งรองน้ำไว้ เชื่อว่าเป็นน้ำทิพย์วิเศษ บริเวณด้านหน้าถ้ำพระพบจารึกสลักชื่อบุคคลไว้ว่า "ร.อ.อ. หลวงชวกรม ร.อ.ต. วาศ สารภี ระเบิด 4/8 พ.ศ. 2468" คือ รองอำมาตย์เอก หลวงชวกรมกรณี (อิน แสงสนิท) อัยการจังหวัดเชียงราย และรองอำมาตย์ตรี วาส สารภี ปลัดอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สันนิษฐานว่าเป็นภารกิจสำรวจถ้ำพระเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2469
เป็นช่องซอกถ้ำเล็กๆ สามารถเดินขึ้นไปสักการะรูปปั้นฤๅษีและถ้ำชีปะขาวเพื่อแสดงความเคารพและเป็นสิริมงคล
ตั้งอยู่ประมาณกึ่งกลางของดดอยทางทิศใต้ติดกับลำน้ำกก เล่าว่าช้างทรงของกษัตริย์ยื่นงวงล้วงเข้าไปในถ้ำเพื่อถวายของสักการะสิ่งศักสิทธิ์ จึงได้ชื่อว่าถ้ำช้างล้วง ภายในถ้ำมีปล่องอากาศพอให้มีแสงสว่างลอดมาถึงเฉพาะตรงที่มีโบราณสถานตั้งอยู่ ลึกประมาณ 40 เมตร กว้างพอจุคนได้ประมาณ 80 คน ด้านซ้ายของผนังถ้ำมีการก่ออิฐยกพื้นสูงประมาณ 1 คืบ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตามแนวผนังถ้ำ ด้านในสุดเป็นฐานชุกชีประดิษฐานพระประธานก่ออิฐสูงประมาณ 1 เมตร มีบันไดขึ้น 3 ขั้น อดีตมีพระประธานก่ออิฐถือปูนหน้าตักกว้างประมาณ 3 ซอก ด้านซ้ายขวาอีกอย่างละ 1 องค์ แต่ถูกทำลาย วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561 พระอธิการยุทธพงษ์ ฐิตฺเมโธ เจ้าอาวาสวัดกลางเวียง พร้อมคณะศรัทธาถ้ำพระ ได้ร่วมใจก่อสร้างพระเจ้าทันใจทดแทนพระประธานองค์เดิมภายในวันเดียว
อยู่หัวสุดของดอยทางทิศตะวันออก ปากถ้ำอยู่ต่ำคล้ายว่าจะยุบลงเหลือทางเข้าครึ่งเดียว จึงได้ชื่อว่าถ้ำยุบ ปากถ้ำกว้างประมาณ 6 เมตร ถ้ำลึกประมาณ 20 เมตร สามารถเดินทะลุออกได้ 2 ทาง ภายในถ้ำมีการก่อพระมหากัจจายนะ 1 องค์ สูงประมาณ 2 เมตร ไม่ทราบผู้ก่อและปีที่สร้าง บริเวณปากถ้ำพบรอยสลักพระพุทธบาทจำลอง โดยมีพระพุทธรูปและเจดีย์อยู่สองข้าง ไม่ทราบปีที่สลัก และยังพบจารึกอยู่ใต้รอยพระพุทธบาท สลักชื่อบุคคลไว้ว่า "ร.อ.ต. วาศ 12/8/2468" คือ รองอำมาตย์ตรี วาส สารภี ปลัดอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สันนิษฐานว่าเป็นภารกิจสำรวจถ้ำพระเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2469
อยู่ห่างจากถ้ำยุบประมาณ 100 เมตร ทางเดินเป็นอุโมงค์แคบๆ ภายในเป็นห้องโถงโล่งๆ ประกอบด้วยหินงอกหินย้อย เมื่อโดนแสงไฟฉายจะส่องประกายระยิบระยับ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความตื่นเต้น ผจญภัย
มีลมพัดออกมาจากรูปากถ้ำตลอดเวลา เหมือนว่าจะมีลมพัดลอดมาอีกด้านหนึ่งของดอยทางแม่น้ำกก
พระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง หน้าตัก 3 เมตร 9 นิ้ว สร้างเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2536