← the whole map
Wat Suan Dok Monk Chat
Varutinho · Public domain · Wikimedia Commons

Wat Suan Dok Monk Chat

วัดสวนดอก
★ registered Thai historic sitecompiled · unvisited

About

วัดสวนดอก (ไทยถิ่นเหนือ: ) หรือ วัดบุปผาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บนถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีพระราชรัชมุนี เป็นเจ้าอาวาส

Details

Province
Chiang Mai
Hours
06:00-22:00
Coordinates
18.78816, 98.96778
Sources
OpenStreetMap · Wikidata

In depth · ภาษาไทย (Thai)

ที่ตั้งและอาณาเขต

วัดสวนดอกตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ เลขที่ 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากประตูสวนดอกไปทางทิศตะวันตก 1 กิโลเมตร กินเนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ทิศเหนือยาว 183 เมตร ทิศใต้ยาว 193 เมตร ทิศตะวันออกยาว 176 เมตร และทิศตะวันตกยาว 176 เมตร

ประวัติ History

วัดสวนดอกสร้างขึ้นในภายในเวียงสวนดอก ซึ่งเป็นเขตพระราชอุทยานในสมัยราชวงศ์มังราย โดยในปี พ.ศ. 1914 (ศักราชนี้ถือตามหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ของพระรัตนปัญญาเถระ) พญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่ง ราชวงศ์มังราย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระอารามหลวง เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของ "พระสุมนเถระ" ผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ในแผ่นดินล้านนา และสร้างองค์พระเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 1 ใน 2 องค์ ที่พระสุมนเถระอัญเชิญมาจากสุโขทัย ในปี พ.ศ. 1912 (องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์ในวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร)

ในสมัยราชวงศ์มังราย วัดสวนดอกเจริญรุ่งเรืองมาก แต่หลังจากสิ้นราชวงศ์มังราย บ้านเมืองตกอยู่ในอำนาจพม่า ทั้งเกิดจลาจลวุ่นวาย วัดนี้จึงกลายสภาพเป็นวัดร้างไป จนได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่อีกครั้ง ในรัชสมัยพระเจ้ากาวิละแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร และได้รับการทำนุบำรุงจากเจ้านายฝ่ายเหนือ และประชาชนเชียงใหม่มาโดยตลอด

วัดสวนดอก ได้รับการบูรณะครั้งสำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2450 เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญรวบรวมพระอัฐิ เจ้านครเชียงใหม่และพระประยูรญาติมาประดิษฐานรวมกัน และต่อมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2475 เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระวิหารโดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา

พระเจดีย์ใหญ่ทรงลังกา

พระเจดีย์ใหญ่ทรงลังกาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1914 ในรัชกาลพญากือนา แต่เดิมมีเจดีย์แบบสุโขทัย (ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) อยู่ทางทิศตะวันตกขององค์พระเจดีย์ใหญ่ แต่ได้ปรักหักพังลง พระเจดีย์องค์ใหญ่สูง 24 วา ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478

พระเจ้าเก้าตื้อ

พระเจ้าเก้าตื้อ เป็นพระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ สร้างด้วยโลหะหนัก 9 โกฏิตำลึง ("ตื้อ" เป็นคำในภาษาไทยเหนือ แปลว่า หนักพันชั่ง) พญาแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์มังราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2047 เป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสนฝีมือช่างล้านนาและสุโขทัย หน้าตักกว้าง 8 ศอก หรือ 3 เมตร สูง 4.70 เมตร เพื่อเป็นพระองค์ประธานในวัดพระสิงห์ แต่เนื่องมีน้ำหนักมากไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงได้ถวายเรือนหลวงของพระองค์เป็นพระวิหาร พระราชทานชื่อว่า "วัดเก้าตื้อ" แทน ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยในปี พ.ศ. 2475 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478

พระเจ้าค่าคิง

พระเจ้าค่าคิง (เท่าพระวรกาย) เป็นพระประธานในพระวิหารหลวง สร้างในสมัยพญากือนา พ.ศ. 1916 หล่อด้วยทองสำริด ขนาดเท่าพระวรกายของพญากือนา หน้าตักกว้างสองเมตร สูงสองเมตรครึ่ง เรียกชื่อตามภาษาถิ่นล้านนาว่า “พระเจ้าค่าคิง”

กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ

กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2450 โดยพระดำริในเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายฝ่ายเหนือในราชตระกูล ณ เชียงใหม่ ปัจจุบันได้ถูกจดทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478

ธรรมาสน์เทศนา

ธรรมาสน์เทศนาแบบล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2474 และซุ้มประตูวัด จำนวน 3 ซุ้ม เป็นซุ้มประสาทแบบล้านนาขนาดใหญ่สร้างขึ้นเมื่อครูบาศรีวิชัยบูรณะวัดสวนดอกเมื่อ พ.ศ. 2474

การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน Heritage listing

วัดสวนดอก ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 หน้า 6842 วันที่ 8 มีนาคม 2478 พร้อมกับวัดอีกหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่

ประเพณีประจำปีของวัดสวนดอก

ประเพณีทำบุญสลากภัต ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือนเกี๋ยงเหนือเดือน 11

ประเพณีตั้งธรรมหลวง หรือฟังเทศน์มหาชาติ หลังออกพรรษาแล้วทุกปี

ประเพณีทำบุญสรงน้ำพระบรมธาตุ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เหนือทุกปี

การจัดสร้างเมรุชั่วคราว

วัดสวนดอก เป็นสถานที่ตั้งของกู่เจ้านายฝ่ายเหนือ จึงถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ในการจัดสร้างเมรุชั่วคราว สำหรับการพระราชทานเพลิงศพเจ้านายฝ่ายเหนือหลายพระองค์ ได้แก่

เจ้าดารารัศมี พระราชชายา เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2477

เจ้าแก้วนวรัฐ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2483

เจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยสสรพรหมลือ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2498

เจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2516

เจ้าพงษ์อินทร์ ณ เชียงใหม่ และหม่อมจันทร์สม ณ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532

เจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2533

หม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ และเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2535

เจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2547

เจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

In depth · English

History

Wat Suan Dok was founded by King Kue Na of Lanna for the monk Sumana Thera in the year 1370 CE. The temple was built in the centre of Wiang Suan Dok (Thai: เวียงสวนดอก), a walled settlement (Wiang, Thai: เวียง) of the Lawa people older than Chiang Mai itself. The outlines of the fortifications can clearly be traced on satellite images, and remains of some of the earthen walls can still be seen north of Suthep road. King Kue Na's flower garden (Thai: สวนดอกไม้, suan dok mai), which was located here, lent the temple its original name: Wat Buppharam (Thai: วัดบุปผาราม), or Wat Suan Dok Mai (Thai: วัดสวนดอกไม้) for short.

According to legend, Maha Sumana Thera, a monk from the Sukhothai Kingdom, after having had a vision discovered a relic of the Buddha which, also according to the same vision, was to be housed in Chiang Mai. Sumana Thera stayed two rainy seasons at Wat Phra Yuen just outside Lamphun at the invitation of King Kue Na while the latter had Wat Buppharam Dok Mai built. When the moment arrived for the relic to be housed in the newly built temple, it miraculously duplicated itself. One of the relics was housed, as intended, in a shrine inside Wat Buppharam Dok Mai, while the other relic was placed on the back of a white elephant which then climbed up Doi Suthep, the mountain directly west of Chiang Mai, where it trumpeted three times and died. Wat Phrathat Doi Suthep was built on that spot to house the second relic.

Sights

The large 48-meter-high bell-shaped chedi—built in a Sri Lankan style—can be seen from afar. The relic of the Buddha is said to be contained within. Stairs on all four sides originally led up to the narrow terrace encircling the chedi but these have since been replaced by ramps, the balusters of which are decorated with seven-headed nāgas emerging from the mouths of makaras, as is typical for the classic Lanna style.

The large sala kan prian (Thai: ศาลาการเปรียญ, sermon hall) is directly east of the main chedi. It was built in 1932 by the famous monk Phra Krubra Srivichai, who also had an ubosot built as well as the main chedi restored. The main Buddha statues inside the sala kan prian are placed so that they look out at opposite directions. The statue of the Buddha seated in meditation (Bhumisparsha Mudrā) looks towards the east, whereas the other statue, a standing Buddha holding a bundle of straw, faces west towards the chedi. Placed in front of the seated statue one finds a smaller Buddha in the Lanna-style, created during King Kue Na's time. The feet of this statue are unusual in that the toes are, influenced by Sri Lanka, individually formed. Flanking the images are more statues of the Buddha, some of which are from the 1930s.

The recently renovated ubosot contains a 4.70 m (15.4 ft) high bronze Buddha statue in the Bhumisparsha-Mudra posture, which was cast in 1504 CE during the rule of King Mueang Kaeo. The statue, which carries the name Phra Chao Kao Tue, is remarkable in that the fingers of the Buddha are all of the same length, indicative of influence from Sukhothai, but with robes depicted in the style of the Ayutthaya Kingdom.

A grouping of whitewashed mausoleums, which house the cremation ashes of members of the royal family of Chiang Mai, is in the northwestern quarter of the temple grounds. At the beginning of the 20th century, Princess Dara Rasmi, one of the wives of King Chulalongkorn (Rama V) and daughter of the Lanna king Inthawichayanon, had the ashes collected from around Chiang Mai to be interred at their present setting.

From Wat Suan Dok on Wikipedia · CC BY-SA 4.0 — reused here under that licence.

More photographs (4)

Wat Suan Dok Monk Chat
กสิณธร ราชโอรส · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
Wat Suan Dok Monk Chat
กสิณธร ราชโอรส · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
Wat Suan Dok Monk Chat
กสิณธร ราชโอรส · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons

Licence

Location data — from OpenStreetMap, ODbL 1.0 (share-alike).
Facts — Wikidata, CC0.
Description — Wikipedia, CC BY-SA 4.0, attributed above.
Photograph — Varutinho, Public domain, via Wikimedia Commons; not relicensed here.
Everything here is public domain or an open/Creative Commons licence, named above.