← the whole map
Wat Phra Sing

Wat Phra Sing

วัดพระสิงห์
★ registered Thai historic sitecompiled · unvisited

About

วัดพระสิงห์ (ไทยถิ่นเหนือ: ) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ ถนนท่าหลวง ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 52 ตารางวา ทิศเหนือติดถนนสิงหไคล ทิศใต้ติดถนนพระสิงห์ ทิศตะวันออกติดถนนท่าหลวง ทิศตะวันตกติดถนนภักดีณรงค์

Details

Province
Chiang Rai
Phone
+6653711735
Coordinates
19.91153, 99.83056
Sources
OpenStreetMap · Wikidata

In depth · ภาษาไทย (Thai)

ประวัติ History

วัดพระสิงห์ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดเชียงราย ไม่ปรากฏประวัติการสร้าง

ชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า ท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงราย อนุชาของพญากือนา อัญเชิญพระสีหลปฏิมาจากกำแพงเพชรมายังเมืองเชียงใหม่ เมื่อพญากือนาปรารภจะสร้างซุ้มจระนำขึ้นใหม่ให้เป็นที่ประดิษฐานของพระสีหลปฏิมา ท้าวมหาพรหมจึงอัญเชิญพระสีหลปฏิมาไปยังเมืองเชียงราย เพื่อนำมาเป็นแบบสร้างอีกองค์หนึ่งด้วยทองสำริดให้เหมือนองค์ต้นแบบ ทำการหล่อและสวดเบิกที่เกาะดอนแท่น เมืองเชียงแสน แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานในวิหารหลวงเมืองเชียงราย คือวัดพระสิงห์ในปัจจุบัน เมื่อพญากือนาสวรรคต พญาแสนเมืองมา โอรสได้ขึ้นครองราชย์สืบแทน ท้าวมหาพรหมไม่พอใจจึงยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ ภายหลังพญาแสนเมืองมานำกองทัพสู้รบจับท้าวมหาพรหมได้ แล้วอัญเชิญพระสีหลปฏิมามายังเมืองเชียงใหม่

วัดพระสิงห์คงมีสถานะเป็นวัดสำคัญมาตลอดทุกสมัย ช่วงสงครามขับไล่พม่าออกจากล้านนาทำให้เมืองเชียงรายกลายเป็นเมืองร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2347 จนเมื่อฟื้นฟูเมืองเชียงราย พ.ศ. 2386 จึงมีการบูรณะวัดสำคัญต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามจำนวนไพร่พลและสถานะทางสังคมยุคนั้น

พ.ศ. 2433 มีการสร้างวิหารวัดพระสิงห์ขึ้นใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างบนฐานเดิมของวิหารในยุคล้านนา ซึ่งมีรูปแบบและสถาปัตยกรรมคล้ายกับวิหารของวัดงามเมือง (หลังเก่า) และวัดพระแก้ว สันนิษฐานว่าช่างผู้ออกแบบและก่อสร้างคือช่างคณะเดียวกัน จดหมายเหตุเมืองเชียงราย ยุคฟื้นฟูเมืองเชียงรายกล่าวว่า

"เดือน 8 ขึ้น 5 ฅ่ำ วัน 7 สกราช 1252 ปีกดยี ปกวิหารวัดพระแก้ว รอดเดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ ปกวิหารวัดพระสิงห์"

พ.ศ. 2436 พระธัมมมปัญญา (ป๊อก ธมฺมปญฺโญ ภายหลังเป็นพระครูเมธังกรญาณ) เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์พร้อมเจ้านายทั้งหลาย ได้สร้างพระพุทธรูป 2 องค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า 1 องค์ พระมหากัจจายนะ 1 องค์ พระอรหันต์ 8 องค์ ประดิษฐานในพระอุโบสถ ถึง พ.ศ. 2437 พระประธานวัดพระสิงห์มีเหงื่อออก จดหมายเหตุเมืองเชียงราย ยุคฟื้นฟูเมืองเชียงรายกล่าวว่า

"สกราช 1255 ตัว ปีกล่าไส้ ธุเจ้าธัมมปัญญา เจ้าอธิการวัดพระสิงห์เปนเคล้า พายนอกเจ้านายสัทธาทั้งหลายได้สร้างก่อพระเจ้าสององค์ พระปัจเจก 1 พระมหากจาย 1 องค์ อรหันตา 8 องค์ เถิงสกราช 1256 ตัว ปีกาบสง้า วัน 5 ฅ่ำ แล้วบรมวล เดือน 8 ลง 2 ค่ำ เหื่อพระเจ้าหลวงวัดพระสิงห์ออก"

พ.ศ. 2438 เดือนมีนาคม ขึ้น 1 ค่ำ ได้ของที่ฝังอยู่ในดินเหนือวิหารวัดพระสิงห์ออก มีพระธาตุ 11 ดวง พระพุทธรูปทอง 4 องค์ พระพุทธรูปเงิน 1 องค์ พระพุทธรูปทอง 2 องค์ แก้ว 3 ลูก ขึ้น 3 ค่ำ ได้ธาตุ 58 ดวง พระพุทธรูปเงิน 1 องค์…

พระสิงห์หลวง

พระสิงห์หลวง เป็นพระประธานในพระวิหาร ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 ปางมารวิชัย สำริดปิดทอง หน้าตักกว้าง 2.04 เมตร สูงทั้งฐาน 2.84 เมตร ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถมีพุทธลักษณะสง่างาม ประณีต ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมล้านนาว่า “กุลลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา” อันหมายถึง ปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ในทางพระพุทธศาสนาที่ระบุว่า สภาวะธรรมทั้งปวงมี 3 ประเภท คือ

ธรรมทั้งหลายที่เป็น “กุศล” ก็มี

ธรรมทั้งหลายที่เป็น “อกุศล” ก็มี

ธรรมทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือจาก “กุศลและอกุศล” ก็มี

พระวิหาร

พระวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2433 สันนิษฐานว่าสร้างบนฐานเดิมของวิหารในยุคล้านนา ซึ่งมีรูปแบบและสถาปัตยกรรมคล้ายกับวิหารของวัดงามเมือง (หลังเก่า) และวัดพระแก้ว สันนิษฐานว่าช่างผู้ออกแบบและก่อสร้างคือช่างคณะเดียวกัน โดยดำริของพระธัมมปัญญา ดังคร่าวร่ำวิหารวัดพระสิงห์ แต่งโดยพ่อหนานนันทาพิทธาจารย์ บ้านโป่งฮึ้ง กล่าวว่า

อสงไข ข้าบ่อาจจักอ่านนับ ข้ามาหันท่านเจ้า มีบุญ ท่านมีวัตต์ แลคลองกับตน อิริยา บ่บิดเบี่ยงส้วย ท่านคึดใดก็สม จาคำใดก็ด้วย บ่มีเฟือน ฅว่างซัด จับถูกด้วย คลองธัมม์ ทุแลพระก็มาฟังคำกัน คันท่านชื่อว่าใด ก็ตามก็ด้วย บ่มีเภทาจากคึด ใจหลิ่งเข้าทางทาน ท่านจักล่ำคึด ยังพระวิหาร ตามคำตำนาน หลังหลวงใหญ่กว้าง เจ้าจิ่งปราไสร เจียรจาปากต้าน กับสิกข์โยมคราน นั่งล้อม ว่าดั่งวิหารแห่งเรา ก็ดูหลุหลิ่งค้อม เราพากันคึด แต่งส้างแถมดีคา สิกข์โยมนบน้อม กราบไหว้ธูลสา ว่าเอาทุพี่ว่าเทอะนา ใผบ่ขัดสักผู้

รูปทรงเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา โครงสร้างเดิมเป็นไม้เนื้อแข็ง และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพสมบูรณ์ และสวยงามยิ่งขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 และครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2533 โดยพระเทพสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร) เมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นพระราชสิทธินายก

บานประตูหลวง

บานประตูหลวง ทำด้วยไม้แกะสลักจิตกรรมอย่างประณีตวิจิตรบรรจง เป็นปริศนาธรรมระดับปรมัตถ์ ออกแบบโดยศิลปินเอกผู้มีผลงานเป็นที่กล่าวขานในระดับโลก นามว่า อ.ถวัลย์ ดัชนี เป็นเรื่องราวของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันหมายถึง ธาตุทั้ง 4 ที่มีอยู่ในร่างกาย คนเราทุกคน

ดิน คือ เนื้อ หนัง กระดูก

น้ำ คือ ของเหลวต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น น้ำ โลหิต ปัสสาวะ

ลม คือ อากาศที่เราหายใจเข้าออก ลมปราณที่ก่อเกื้อให้ชีวิตเป็นไป

ไฟ คือ ความร้อนที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารเกิด พลังงาน

แนวคิดของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ถ่ายทอดธาตุทั้ง 4 ออกเป็นสัญลักษณ์รูปสัตว์ 4 ชนิด เพื่อการสื่อความหมายโดยให้

ช้าง เป็นสัญลักษณ์ของ ดิน

นาค เป็นสัญลักษณ์ของ น้ำ

ครุฑ เป็นสัญลักษณ์ของ ลม

สิงห์โต เป็นสัญลักษณ์ของ ไฟ

ผสมผสานกันโดยมีลวดลายไทยเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีลีลาเฉพาะแบบของ อ.ถวัลย์ ดัชนี งานแกะสลักบานประตูวิหารนี้ พระเทพสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร) เมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นพระราชสิทธินายก ได้มอบความไว้วางใจให้สล่าอำนวย บัวงาม หรือ สล่านวย และลูกมืออีกหลายท่านเป็นผู้แกะสลัก ใช้เวลาในการแกะสลักเกือบหนึ่งปี ได้บานประตูมีขนาด กว้าง 2 เมตร 40 เซนติเมตร ยาว 3 เมตร 50 เซนติเมตร และหนา 20 เซนติเมตร ด้วยลวดลายและลีลาการออกแบบและฝีมือการแกะสลักเสลาอย่างประณีตบรรจง นับว่าบานประตูนี้ได้ช่วยส่งเสริมความงดงามของพระวิหารได้โดดเด่นมากขึ้น

พระสิงห์น้อย

พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์น้อย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา หน้าตักกว้าง 37 เซนติเมตร สูงทั้งฐาน 66 เซนติเมตร สำริดปิดทอง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บนบุษบกภายในวิหารแก้ว พระสิงห์น้อยองค์นี้ พ.ศ. 2386 ครูบาปวรปัญญาได้นำมาจากเมืองเชียงใหม่ หามนำหน้าขบวนราษฎรที่ถูกเกณฑ์มาฟื้นฟูเมืองเชียงราย จดหมายเหตุเมืองเชียงราย ยุคฟื้นฟูเมืองเชียงรายกล่าวว่า

"อันนี้เป็นประวัติเกินมาตั้งเมืองเชียงรายแถม ที่ลุงหนานขัตได้จดจำเอากับผู้เถ้าผู้แก่ต่อมาแต่เดิม เจ้านายเมืองเชียงใหม่ได้จัดเอาเจ้านายนำราสดอรขึ้นมา พายในได้จัดเอาครูบาปวร ได้เอาพระสิงห์องค์หน้อยนี้หามนำราสดอรทังหลาย เข้ามาตั้งวัดพระสิงห์ก่อน"

วิหารแก้ว

เดิมเป็นที่ตั้งของหอพระสิงห์น้อย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2434 โดยพญาอาทิตย์ ต้นตระกูล "บุญทนุวัง" เป็นวิหารไม้แบบไม่มีผนังปิดรอบ มีผนังเฉพาะหลังพระประธาน หลังคาทรงมะนิลาแบบมีจั่วเข้าด้านหน้าสร้างคลุมบันไดทางขึ้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์น้อย บันทึกของพญาอาทิตย์กล่าวว่า

"สกราชได้ 1253 ตัว สวาธุธัมมปญา แต่งหื้อหนานขัตสล่าตนเคล้ามาส้างแปลงหรอพระสิงห์หน้อยแถม คันว่าแม่นภยาอินทาเจ้าเอาแปลงผาสาทฅำอยู่ ค็หื้อพระสิงห์หน้อยนี้ได้หมั้นได้เพิงว่าสันนี้แท้แล้ว ภยาอาทิตค็ได้ถวายไม้ปลีกไม้ตงกทำมล้างทานสร้างแปลงดีชุเยื้องแล้ว หรอพระสิงห์หน้อย ลวงแปได้ 4 วา ลวงขื่อได้ 2 วาปลาย คันว่าจับไม้บ่ดีงามนั้นค็อย่าได้เอามาเทอะ บ่ดีว่าอั้น อย่าได้ยกทำทานแปลงหรอแปงส้าง ลูนนั้นสธาวัดสิงหรามได้กทำแปลงหอกลอง กุฏิ ขุดน้ำบ่อ ก่อกำแพงแก้วผากซ้วยใต้หื้อแล้ว มีชุเยื้องนี้ ทานกินม่วนเหล้น 3 วัน"

ภายหลังหอพระสิงห์น้อยถูกรื้อออก พ.ศ. 2551 พระเทพสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร) เมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นพระราชสิทธินายก ได้ก่อสร้างวิหารแก้วเพื่อประดิษฐานพระสิงห์น้อยใหม่ ตรงตำแหน่งหอพระสิงห์น้อยเก่า เริ่มก่อสร้างวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวิหารฐานปูน ตัววิหารเป็นไม้ตะเคียนทองทั้งหลัง ภายในมีจิตรกรรมฝาหนังเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์

พระเจดีย์

พระเจดีย์ เป็นพุทธศิลป์แบบล้านนา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2492 โดยพระครูสิกขาลังการ (ทองอินทร์ ปภาโส) เจ้าอาวาสในขณะนั้น และได้รับการบูรณะอีกหลายครั้งในสมัยต่อมา โดยพระเทพสิทธินายก (ชื่น ปญฺญาธโร)

พระพุทธบาทจำลอง

พระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลาทราย มีขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร มีจารึกว่า “กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา” เดิมอยู่วัดงามเมือง โฮลต์ ซามูเอล ฮาลเล็ตต์ (Holt Samuel Hallett) ได้กล่าวถึงในบันทึกการเดินทาง…

หอระฆัง

เป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมั…

In depth · English

History

It was unclear about who first built the temple. According to Jinakālmālīpakarna, the Buddharupa Phra Buddha Sihing (known shortly as Phra Singh) was brought from Kamphaeng Phet to Chiang Mai by the ruler of Chiang Rai and brother of Phaya Keu Na, Thao Maha Brahma. Phaya Keu Na later ordered the sanctum where Phra Singh was enshrined to be rebuilt. Phra Singh, hence, was transported to be enshrined at the royal vihara in Chiang Rai. The vihara was later known by its Buddharupa and thus called "Wat Phra Singh" (wat [of] Phra Singh). Moreover, Thao Maha Brahma ordered a replica of Phra Singh to be created at Koh Don Thaen (เกาะดอนแท่น) in Chiang Saen. It was later enshrined in Wat Phra Singh of Chiang Rai ever since. After the death of Phaya Keu Na, his son Phaya Sean Mueang Ma reigned the kingdom. Thao Maha Brahma, who could not stand Phaya Saen Mueang Ma taking the throne, battled over Chiang Mai but failed. After he was captured by Phaya Saen Mueang Ma, Phra Singh was ordered to be returned to Chiang Mai where it has been located in the temple that shares the name in Chiang Mai since.

Ubosot

The ubosot was built in 1890. It was thought to be built on the base of a former Lanna-era vihara. It shares architectural styles with the ubosots of Wat Ngam Mueang and Wat Phra Kaew, Chiang Rai. It was possible that the same architect team designed all the three temples' ubosots.

Phra Singh Luang (พระสิงห์หลวง) is the main Buddharupa in the ubosot, posing in Maravijaya attitude. It is 2.04-metre wide and 2.84-metre high. At the base is an inscription in Tai Tham script saying "kusalā dhammā akusalā dhammā abayakatā dhammā" which means "Dharma can be divided into three conditions; some are "kushala" (good-doing), some are "akushala" (bad-doing), and some are neither."

The door panels were decorated by the Chiang Rai-based artist Thawan Duchanee. The four animals symbolise the four elements that exist in human body.

Wihan Kaew

Wihan Kaew (วิหารแก้ว; the glass vihara) was built in place of the former Hall of Phra Kaew Noi which was built in 1891 and demolished in 2008. The interior is decorated with murals depicting the legend of Phra Singh.

Inside the Wihan Kaew enshrined the Buddharupa Phra Singh Noi ("the small[er] Phra Singh") which is 37 centimetre-wide and 66-centimetre high. It was relocated from Chiang Mai in 1843 by Khru Ba Pawon Panya, along with the citizens to rebuild Chiang Rai.

From Wat Phra Sing, Chiang Rai on Wikipedia · CC BY-SA 4.0 — reused here under that licence.

More photographs (4)

Wat Phra Sing
Jakub Hałun · CC BY-SA 4.0 · Wikimedia Commons
Wat Phra SingWat Phra Sing

Licence

Location data — from OpenStreetMap, ODbL 1.0 (share-alike).
Facts — Wikidata, CC0.
Description — Wikipedia, CC BY-SA 4.0, attributed above.
Photograph — Chainwit., CC BY-SA 4.0, via Wikimedia Commons; not relicensed here.
Everything here is public domain or an open/Creative Commons licence, named above.