วัดมิ่งเมือง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2513 เดิมเป็นวัดไทใหญ่ สร้างสมัยใดไม่ทราบ ได้ร้างไปในยุคพม่าครองเมือง ในช่วงเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมืองได้มีการกวาดต้อนผู้คนมาฟื้นฟูเมืองเชียงราย ได้มีการขุดดินเพื่อนำไปเผาอิฐสร้างกำแพงเมืองในสมัยพระยารัตนอาณาเขต (เจ้าอุ่นเรือน) ขุดลงไปจนมีน้ำชั้นผิวดินออกมาเป็นบริเวณกว้าง มีการนำช้างชักลากของและพักเล่นน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า หนองช้างมูบ ราว ๆ ปี พ.ศ. 2420 ได้มีการสร้างวัดขึ้น โดยคณะศรัทธาชาวเงี้ยว (ไทใหญ่) ที่อยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษมาค้าขาย และตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณจำปาสี่ต้น (ปัจจุบันคือบริเวณโรงแรมแสนโฮเทล) ได้สร้างวัดขึ้นบนพื้นที่วัดร้างเดิม ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางมากหน้าหนองช้างมูบ จึงเรียกชื่อวัดว่า วัดช้างมูบ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดมิ่งเมือง
แม้ประวัติของทางวัดจะอ้างว่าวัดนี้สร้างโดยตะละแม่ศรีหรือนางอุษาปายโค พระมเหสีของพญามังรายตามข้อความที่จารึกแผ่นทองอักษรพม่าระบุไว้ ซึ่งจารึกนี้ทางวัดอ้างว่าได้นำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์แล้ว อย่างไรก็ตาม อภิชิต ศิริชัย นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้ออกมาโต้แย้งว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพญามังรายได้ให้นางอุษาพายโค (ปายโค) หรือนางเทพคำขร่ายมาสร้างวัดมิ่งเมืองที่เชียงราย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุเพียงว่าพญามังรายให้นางพายโคกับครัวมอญประมาณ 500 ครัวที่ติดตามมาจากเมืองหงสาวดีอยู่ที่เวียงกุมกามเท่านั้น ไม่มีเอกสารหลักฐานชั้นต้นใดที่กล่าวว่าพระนางได้มาประทับอยู่เชียงราย ส่วนจารึกถ้ามีจริงก็ควรจะเป็นอักษรมอญมากกว่าพม่า อีกทั้งตะละแม่ศรีก็ไม่ใช่คนเดียวกันกับนางพายโค เนื่องจากตะละแม่ศรีประสูติประมาณปี พ.ศ. 1893 หลังจากพญามังรายสวรรคตไปแล้ว 39 ปี หลักฐานประวัติที่เก่าที่สุดของวัดมิ่งเมืองมีปรากฏเพียงแค่ช่วงยุคฟื้นฟูเมืองเชียงรายเท่านั้น
องค์พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปั้น ลงรักปิดทองทั้งองค์ เป็นศิลปะเชียงแสนสิงห์ 1 ซึ่งได้ทำการซ่อมแซมมาถึง 4 ครั้งมีอายุถึง 400 กว่าปี เดิมเป็นศิลปะไทยใหญ่ ซึ่งครั้งหลังสุด ช่างที่ก่อสร้างได้เพิ่มขนาดขององค์พระให้ใหญ่ขึ้น โดยมีหน้าตักกว้างขนาด 80 นิ้ว มีนามว่า “หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง” ที่มีพุทธลักษณะที่งดงามตามพุทธศิลป์แบบเชียงแสนสิงห์ 1 ยุคต้นโดยเฉพาะที่ยอดพระเกตุโมฬีเป็นรูปดอกบัวตูมแกะสลักจากหินแก้วจุยเจียหรือแก้วโป่งข่าม ซึ่งเป็นหินที่เกิดขึ้นในดินแดนล้านนาเท่านั้น
เจดีย์ เป็นปูชนียสถานเก่าแก่ ที่มีคู่มากับวัด เป็นศิลปะแบบล้านนา เดิมก่อนการบูรณะเป็นรูปทรงพม่าทั้งหมด แต่ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ โดยสร้างเจดีย์บริวารตั้งไว้สี่มุม ประดับด้วยฉัตรศิลปะแบบพม่า ชาวบ้านเรียกเจดีย์นี้ว่า “พระธาตุมิ่งเมือง” นอกจากนี้เจดีย์นี้มีความสำคัญ คือ เป็นที่เก็บรวบรวมประวัติของวัดไว้
วิหาร เป็นวิหารไทใหญ่ประยุกต์ผสมผสานกับรูปแบบของวิหารล้านนา ภายในตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักลงรักปิดทอง ประกอบกับการกรุฝ้าเพดานแบบไตรภูมิและบราลีเป็นรูปหงส์จำนวน 34 ตัว
บ่อน้ำ ชาวบ้านทั่วไป เรียกบ่อน้ำนี้ว่า “น้ำบ่อช้างมูบ” เพราะรูปแบบการก่อสร้างมีหลังคาเป็นรูปซุ้มโขง ประดับด้วยรูปปั้นของช้างทรงเครื่อง ซึ่งหมอบอยู่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในสมัยโบราณ บ่อนี้ได้ให้ประโยชน์แก่ชุมชนชาวตลาดเชียงรายเป็นอย่างมากเพราะเป็นบ่อน้ำแห่งเดียวที่อยู่ในบริเวณนี้ ทั้งใช้ตักดื่ม และตักไปขาย และเป็นสถานที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างในเมืองและนอกเมือง เมื่อชาวบ้านเดินทางไกลมาจะเข้าเมือง จะแวะพักดื่มน้ำที่บ่อนี้ก่อน และไปธุระ พอเสร็จธุระและจะออกจากตัวเมืองก็จะแวะพักเหนื่อย และดื่มน้ำที่บ่อช้างมูบก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อไป
เป็นพระภิกษุไทใหญ่มาจากประเทศพม่า
ครูบาปัญญา ปญญาปโก พ.ศ. 2420 (สันนิษฐานตามประวัติเมื่อสร้างวัด)
พระมหาบุญตัน (ไม่ระบุ พ.ศ.)
ท่านเจ้าคุณ พระปัญญากรโมลี พ.ศ. 2496-2543
พระครูโสภณศิลปาคม พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน