ประวัติวัด
วัดมิ่งเมือง เดิมเป็นวัดร้าง ไม่ปรากฏปีที่สร้าง แต่สันนิฐานว่าน่าจะสร้างก่อนที่พม่าจะเข้ามาปกครองเมืองน่าน (ก่อนปี พ.ศ. 2100) เพราะตามหลักฐานแผ่นทองพงศาวดารพม่าจารึกไว้ว่า เดิมชื่อ “วัดตะละแม่ศรี” ภายหลังถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2400 ในรัชสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62 จึงทรงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรวัดและสถาปนาวัดขึ้นใหม่ โดยโปรดตั้งนามวัดใหม่ว่า “วัดมิ่งเมือง” ตามที่เรียกเสาหลักเมืองว่า “เสามิ่งเมือง” ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 ได้มีการรื้อถอนและสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบล้านนาร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน วัดมิ่งเมือง และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510
อาคารเสนาสนะที่สำคัญ ได้แก่ พระวิหารหลังใหม่ ที่มีลักษณะเป็นลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอก และทาด้วยสีขาวทั้งหมด ภายในพระวิหารได้ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นสีทองศิลปะแบบเชียงแสน มีนามว่า “หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง” ที่มีอายุกว่า 400 ปี นอกจากนี้ภายในพระวิหารยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน และประวัติความเป็นมาของเมืองน่าน ตั้งแต่ในรัชสมัยของพญาภูคา เจ้าผู้ครองนครน่าน (องค์แรก) มาจนถึงในรัชสมัยเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน (องค์สุดท้าย) ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนโดยจิตกรช่างท้องถิ่นพื้นเมืองน่าน และภายในวัดยังประดิษฐานเสาหลักเมืองอยู่ในศาลาทรงจัตุรมุข ตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ เสาหลักเมืองสูงประมาณ 3 เมตร ฐานประดับด้วยไม้แกะสลักลวดลาย ลงรักปิดทอง ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปพรหมพักตร์มีชื่อ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เสาหลักเมืองน่าน จากหลักฐานที่มีการบันทึกไว้พบว่า ได้รับการสร้างขึ้นในรัชสมัย พระเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 และองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ (พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2353) ทรงโปรดให้ฝังเสาพระหลักเมืองน่าน (ต้นปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2331 ณ สถานที่ที่ทรงเสี่ยงทาย นั้นก็คือที่ข้างวัดร้างเก่า โดยมีผู้สันนิษฐานว่า วัดร้างเก่า ก็คือ วัดห้วยไคร้ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพญาผากอง กษัตริย์น่าน องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์ภูคา (พ.ศ. 1904 - พ.ศ. 1929) โดยเสาพระหลักเมืองแต่เดิมนั้นเป็นไม้สักทองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร สูง 3 เมตร มีลักษณะเป็นทรงกลม หัวเสาเกลาเป็นรูปของดอกบัวตูม ตัวเสาได้ฝังลงกับพื้นดินโดยไม่มีการทำศาลครอบไว้ จนถึงในปี พ.ศ. 2506 ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ แม่น้ำน่านได้เปลี่ยนทิศทางในการไหล จึงเข้าท่วมตัวเมืองน่านและบริเวณที่ฝังเสาหลักเมือง จนทำให้เสาหลักเมืองโค่นล้มลง ด้วยฐานของเสาหลักเมืองนั้นได้มีการผุกร่อนเนื่องจากการฝังกับพื้นดินมานานกว่าร้อยปี จากคำบอกเล่าของคุณยายมอญ พุทธิมา อายุ 75 ปี ชาวบ้านบ้านมิ่งเมือง ได้พูดถึงเกี่ยวกับศาลหลักเมืองน่าน ไว้ว่า “ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นเสาหลักเมืองตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดอยู่แล้ว” แต่เนื่องจากสภาพของเสาหลักเมืองเก่าแก่มากจึงผุกร่อนไปตามกาลเวลา เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองในขณะนั้นจึงได้เคลื่อนย้ายเสาหลักเมืองมาไว้บริเวณโฮงกลอง (หอกลอง) ภายในวัด ลักษณะของเสาหลักเมืองที่ได้ย้ายมาวางไว้บริเวณโฮงกลองในตอนนั้น มีลักษณะกลวงและมีอักษรล้านนาจารึกไว้ แต่เนื่องจากในสมัยนั้นตนเองยังเป็นเด็กจึงไม่สามารถอ่านจารึกนั้นได้
ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 นายสุกิจ จุลละนันทน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน คนที่ 27 ได้นำข้าราชการ และประชาชนชาวเมืองน่าน ร่วมกันสร้างเสาหลักเมืองน่านขึ้นใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง และได้อาราธนาหลวงพ่อโง่น สารโย วัดพระพุทธบาทเขาลวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยคณะมาเป็นช่างดำเนินการสร้าง โดยได้นำเอาเสาหลักเมืองเดิมมาเกลาแต่งใหม่ และได้ทำการแกะสลักหัวเสาเป็นรูปพระพรหมสี่หน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 ในขณะที่เสาหลักเมืองกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ได้เสด็จมาบรรจุท้าวเวสสุวรรณ จำนวน 84,000 องค์ ลงในหลุมฐานเสาหลักเมือง และต่อมาในปี พ.ศ. 2516 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ…
จังหวัดน่าน ได้จัดประเพณีสักการะศาลหลักเมือง ขึ้นในวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี โดยมีพิธีบวงสรวงเครื่องแก้มอารักษ์ศาลหลักเมืองตามแบบพื้นเมืองน่านโบราณ แบ่งตามทิศของเศียรพรหมสี่หน้า โดยมีเครื่องบวงสรวงเครื่องแก้มอารักษ์เช่น หมู ไก่ ปลา ข้าวต้มมัด ขนมหวาน ที่ได้รับการจัดแต่งอย่างประณีตงดงามตามแบบพื้นเมืองน่าน เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง และให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของเสาหลักเมือง ที่เป็นหนึ่งในความเชื่อสำคัญในการสร้างบ้านแปงเมืองของบรรพบุรุษสืบต่อไป