← the whole map

Stupa

★ registered Thai historic sitecompiled · unvisited

About

พระธาตุจอมคีรี (ไทยถิ่นเหนือ: ) เป็นโบราณสถานตั้งอยู่บนยอดเขาเตี้ย ๆ อดีตไม่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ มีแต่พระธาตุหรือเจดีย์องค์เดียวเท่านั้น ปัจจุบันได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นวัดมีพระสงฆ์จำพรรษา ชื่อว่า วัดพระธาตุจอมคีรี โดยองค์พระธาตุตั้งอยู่ในเขตตำบลป่าแดด โดยมีทางแยกจากถนนสายใหญ่เข้าไปประมาณ 3 กิโลเศษ และมีทางรถยนต์วิ่งเลียบไปข้าง ๆ โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม ตำบลป่าแดด อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย
From พระธาตุจอมคีรี on Wikipedia · CC BY-SA 4.0 — reused here under that licence.

Details

Province
Chiang Rai
Coordinates
19.51095, 99.99834
Sources
OpenStreetMap · Wikidata

In depth · ภาษาไทย (Thai)

ตำนานพระธาตุจอมคีรี History

จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา สรุปได้ความเดิมทีเดียวเป็นวัดเก่าร้าง มีเจดีย์เก่า ๆ อยู่ก่อนแล้ว และตามตำนานบอกว่าเดิมชื่อพระธาตุจอคีรี ในสมัยอาณาจักรพะเยาประมาณปี พ.ศ. 1848 มีนามเดิมว่าเมืองภูกามยาว มีพ่อเมืองปกครองในฐานะกษัตริย์ ในครั้งนั้น มีเจ้าชายรูปหนึ่งแห่งอาณาจักภูกามยาวพระนามว่าเจ้าหลวงคำลือ พระราชโอรสของพญาคำแดง กษัติย์ลำดับที่ 10 แห่งอาณาจักรภูกามยาว ซึ่งเป็นพระราชบุตรของพญางำเมือง คราวหนึ่งเจ้าหลวงคำลือ กราบบังคมทูลขอพระราชานุญาตพระราชบิดา เพื่อพาอำมาตย์และเหล่าทหารพรานไพร เสด็จประพาสและพักแรมในป่าเพื่อล่าสัตว์เป็นเวลานาน 9 วัน

วันหนึ่งขณะที่ พญาคำลือทรงม้า อยู่บนเขาแห่งหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกวางงามตัวหนึ่งสีนำตาลปนแดง ยามแสงสุริยาต้องกับเส้นขนทำให้ดูคล้ายดั่งทอง (เรียกกวางชนิดนี้ว่าฟานฅำหรือกวางฅำ) พระองค์จึงรับสั่งให้พวกเสนาอำมาตย์ที่เป็นพรานไพรทั้งหลายพยายามคล้องบ่วงเชือกจับกวางนั้นมาให้ได้แต่พวกพรานทั้งหลายก็จับไม่ได้แม้แต่คนเดียวแถมมิหนำซ้ำ กวางยังไล่ขวิดนายพรานหลายคนลอยขึ้นบนอากาศทำให้พระองค์แปลกใจมาก เพราะพรานไพรต่างเข็ดขยาดไม่กล้าเข้าไปคล้องบ่วงเชือกกวางอีก และพระองค์แม้จะชำนาญในการคล้องเชือกเอาสัตว์นานาชนิดได้อย่างแม่นยำ แต่คราวนี้กลับผิดพลาดไปหมด ทว่ากวางนั้นไม่กล้าขวิดพระองค์ เอาแต่วิ่งหนีอย่างเดียว พระองค์ทรงวิ่งไล่ตามกวางนั้นไปเป็นระทางไกลแสนไกล จากเมืองภูกามยาวเข้าสู่อาณาเขตของอาณาจักรเชียงราย (ซึ่งอดีตคือส่วนหนึ่งของอาณาจักรภูกามยาวก่อนที่พญางำเมืองจะยกให้แก่พญามังราย) โดยเลาะป่าผ่าเขา ผ่านเวี่ยงฮ่องจ้าง (ตำบลโรงช้าง) เวียงแซ่ลุน (ตำบลป่าแงะ) มาถึงเขาลูกหนึ่ง ในพื้นที่อาณาเขตเวียงปากบ่อง (ตำบลป่าแดด) ทรงติดตามกวางตัวนั้นมาอย่างใกล้ชิด แต่ดั่งมีมนต์บังตากวางตัวนั้นก็วิ่งหายลับไปกับตา พระองค์ตามหาอยู่สักพัก องค์ก็ทอดพระเนตรเห็นสตรีนางหนึ่งล้มตัวนอนบนโขดหินลูกหนึ่งบนยอดดอยแห่งนั้น นางมีอาการเหนื่อยล้าดุจดั่งวิ่งหนีอะไรมา เจ้าหลวงคำลือจะได้ตรัสถามนาง เมื่อนางเงยหน้ามาทำให้เจ้าหลวงคำลือตกตะลึงกับใบหน้าของสตรีผู้นั้นด้วยรูปโฉมชวนพิศวงยิ่งนัก มีดวงตาประดุจตากวาง ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ทำให้พระองค์พลั้งวาจาออกไปว่าเรามีบุญมากที่ได้พบนางเทพธิดาในป่าแห่งนี้ ก่อนที่พระองค์จะตรัสถามต่อ สตรีนางนั้นจึงเอ่ยปากถามว่าเจ้าหลวงคำลือ ว่าพระองค์เป็นใครมาจากไหน เหตุใดจึงเข้ามาในป่าลึกเช่นนี้ เมื่อพระองค์ได้ฟังคำถามจากนางจึงทรงเล่าเรื่องให้ฟังนางได้ทราบเรื่องราวโดยตลอด นางจึงบอกแก่พระองค์ว่านางมิได้เป็นเทพธิดา และไม่ทราบมาจากไหนเช่นกัน…

ประวัติ History

วัดพระธาตุจอมคีรีจะตั้งอยู่นานเท่าไรไม่ปรากฏ แต่กรมศิลปกรและกรมพระพุทธศาสนาสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุประมาณ 700 กว่าปี หรือประมาณ ปี 1841-1860 ซึ่งใกล้เคียงระหว่างการครองราชสมบัติของพญาคำแดงและพญาคำลือ

ประเพณีและความสำคัญ

พระธาตุจอมคีรีจะมีประเพณี ในเดือน 6 คือวันวิสาขบูชา และทุกปีจะมีประชาชนเลื่อมใสไปเคารพกราบไหว้อยู่เสมอมิได้ขาด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

สมัยก่อนชาวเวียงปากน้ำหรืออำเภอป่าแดดในปัจจุบัน มีประเพณีที่สำคัญคือการทอผ้าห่มพระธาตุจอมคีรี ความสำคัญของงานนี้คือ การนำฝ้ายมายทอและย้อมเป็นผ้าเหลือง เพื่อแห่ขึ้นไปห่มตัวพระธาตุจอมคีรี โดย จากจากตำนานกล่าวไว้ว่ามีเหตุการณ์สำคัญของการทอผ้าครั้งหนึ่งในอดีตหลังจากเจ้าหลวงคำคือเสด็จขึ้นครองราชแทนพญาคำแดงพระราชบิดา เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 11 แห่งอาณาจักรภูกามยาว (ถือเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรภูกามยาว) พญาคำลือหลังจากได้มีสร้างพระธาตุจอมคีรีขึ้นแล้วมีความประสงค์ที่จะนำผ้าเหลืองขึ้นห่มตัวพระธาตุจึงตรัสให้ทหารนำเมล็ดฝ้ายไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านครั้นเมื่อออกดอกจนกระทั่งเมล็ดฝ้ายแห้งจึงให้ชาวบ้านนำมาถวายจากนั้นก็ให้ช่างทอมีฝีมือช่วยกันฮีตฝ้ายยอมสีฝาดและนำมาทอให้ได้ 7 วา ให้แล้วเสร็จก่อนรุ่งสางของวันที่ 7 เมื่อผ้าที่ทอใกล้แล้วเสร็จเหลือเพียง 1 คีบ ก็ทอต่อไม่ได้แม้นช่างทอจะต่อฝ้ายและพุ่งกระสวยไหมฝ้ายเพื่อจะทอต่อไหมฝ้ายก็ขาดสิ้น ร้อนถึงพญาคำลือ เจ้าผู้ครองนครภูกามยาว ด้วยความร้อนพระทันและทรงมีพระทัยที่ร้อนเป็นเดิมทุนอยู่แล้ว ต้องลงมาทำพิธีบวงสรวงเทพไท้เทวา และเมื่อทำพิธีเสร็จพญาฅำลือได้ทำการพุ่งกระสวยฝ้ายด้วยพระองค์เองจึงทำให้การทอผ้าสามารถทอต่อจนแล้วเสร็จ เมื่อพญาคำลือได้ถวายผ้าห่มพระธาตุแล้วเสร็จ คืนนั้นบังเอิญตรงกับวันเป็งปุ๊ด คือ วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ คือการตักบาตรพระอุปคุตนั้นเอง (พระอุปคุตคือพระอรหันต์รูปหนึ่ง ท่านเกิดหลัง พระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว ประมาณ พ.ศ. 218 ปีนัยว่าท่านเนรมิตเรือนแก้ว พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ภายในปราสาทแก้วที่เนรมิตขึ้นเหนือรัตนบัลลังก์ จะออกจากสมาบัติเหาะขึ้นมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์ ในยามเที่ยงคืนที่เป็นวันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธเท่านั้นคนในอดีตเชื่อการได้ตักบาตรกับท่านถือเป็นสิริมงคลตอชีวิต) ซึ่งชาวบ้านจะลุกขึ้นมาตักบาตรตอนเที่ยงคืนพระองค์จึงตักบาตรบริเวณทางลงบันไดพระธาตุ (จอมคีรี) เมื่อตักบาตรเสร็จพระองค์จึงได้ปล่อยโคมลอยเพื่อเป็นการการบูชาพระพุทธบนสวรรค์คือการปล่อยโคมลอยเพื่อบูชาพระธาตุเกศแก้วมณีบนสวรรค์และนับจากนับชาวเมืองจึงถือเป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันมาโดยตลอด เหตุที่ทำให้ประเพณีนี้สูญหายคาดว่ามีอยู่ 2 สาเหตุ คือ

สาเหตุนี้น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือการร้างของของเมืองเนื่องมาจากสงครามทำให้ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมสูญหายไปด้วยและเมื่อผู้คนที่อพยพเข้าอาศัยอยู่ใหม่ไม่รู้ประเพณีที่เคยมีอยู่จึงทำให้ประเพณีนี้สูญหายไปในที่สุด…

From พระธาตุจอมคีรี on Wikipedia · CC BY-SA 4.0 — reused here under that licence.

Licence

Location data — from OpenStreetMap, ODbL 1.0 (share-alike).
Facts — Wikidata, CC0.
Description — Wikipedia, CC BY-SA 4.0, attributed above.
Everything here is public domain or an open/Creative Commons licence, named above.